วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Love : ในวันที่เราป่วยกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

กว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่สภาพร่างกายของเราไม่ปกติ
ในช่วงที่ป่วย ด้วยอาการหูอื้อ น้ำมูกแน่นจมูกและไอค่อกแค่กมีเสมหะ ชั่งไม่ดีเอาเสียเลย
ยิ่งไปกว่านั้นคนข้างๆ ของเรากลับป่วยหนักกว่าซะอีก แถมยังเป็นมานานก่อนแล้วด้วย


เราไม่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนหลายๆ คู่ แต่เราต่างคนต่างอยู่บ้านกับครอบครัวของตัวเอง
เวลาป่วยหลายครั้ง ได้แต่เป็นห่วงอยู่ไกลๆ ว่าจะเป็นหนักมั้ย ไปทำงานไหวรึเปล่า
บางครั้งอาจวิตกเกินไปด้วยซ้ำ เพราะอาการป่วยอยู่ๆ ก็หายใจไม่ออก ไอจนจะอาเจียน หรือแม้แต่เป็นไข้เวียนหัว
เราเองก็ห่างจากอาการป่วยยาวๆ เป็นอาทิตย์มานานแล้วเหมือนกัน พอมาเจอสภาพนี้ยิ่งแย่ไปใหญ่

สิ่งที่ทำได้ก็มีแต่ให้กำลังใจกันและกัน ให้ต่างคนต่างดูแลตัวเองให้ดี

อะไร...ทำให้ต้องบันทึกเรื่องราวความทรงจำและความรู้สึกในช่วงนี้ไว้
.
.
.
คงเพราะเมื่อวันศุกร์ที่เราอาการดีขึ้น เลยนัดเจอทานข้าวอัพเดทชีวิตกันหน่อย


แค่ได้เจอกัน ทุกครั้งมีความหมาย ถึงจะแค่สั้นๆ แต่มันก็รู้สึกดีไม่น้อยเลยนะ
ไหนๆ ก็ป่วยแล้วเลยขอทานราเมน ซดน้ำซุปร้อนๆ ซะหน่อย 
หลังจากนั้นเราก็ไปเดินเล่นช้อปปิ้งกัน อยู่ๆ เขาก็ไอหนักมากขึ้นมา ก่อนที่เราจะได้เอ่ยอะไร
เขาก็จัดการจิบยาแก้ไอหวานชุ่มคอลงไปซะแล้ว
.
.
.
และนี่ก็เป็นสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
.
.
.
โดยปกติแล้วยาที่ทานเข้าไปเอาไว้ให้ชุ่มคอจะได้ไม่ไอหรือเจ็บคอหนักมากขึ้น
และด้วยความที่เป็นน้ำเชื่อมหวานๆ เหนียวๆ ทำให้การจิบยาครั้งนี้...แตกต่างออกไป
ทันทีที่ไอ เสมหะจะรวมกับน้ำเชื่อมเกิดเป็นก้อนขวางคอ
ทีนี้เล่นเอาหายใจไม่ออก พูดก็ไม่ได้ ความรู้สึกแค่เสี้ยววินาทีก็เหมือนยาวนานเป็นนาที

ส่วนเราก็ทำอะไรได้ไม่มาก ได้แต่ปลอบกับยิ้มให้
แต่รู้มั้ย ในใจเนี่ยว้าวุ่นบอกไม่ถูก ไม่รู้จะช่วยยังไงดี T-T



จนเราหาที่ให้ได้นั่งพัก มองสีหน้าเขาแล้วก็ใจสั่น ใบหน้าแดงก่ำ น้ำตาไหลริน ดูหมดสภาพและไร้เรี่ยวแรง
นั่งได้ซักพักก็ไอแรง ลุกแยกตัวไปเข้าห้องน้ำ เราก็ได้แต่ลุ้นอยู่ในใจ "อย่าเป็นอะไรนะ"
และพอออกมาจากห้องน้ำ อาการเริ่มดูดีขึ้นมาเล็กน้อย
จากที่วางแผนจะไปทานไอติมกันต่อ (ทั้งๆที่ป่วย) ก็เลยตกลงกันว่าจะกลับ
.
.
.
เพียงแค่สองเท้าของเราสองคนเดินผ่านบานประตูห้างออกมา
เขาก็ไอหนักมาก จนต้องกลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อหาน้ำดื่มบรรเทาอาการไอ

เป็นช่วงเวลาที่เราทำได้แค่เพียงพาเขามานั่งพักตรงจุดเดิมแล้วรีบลงไปหาซื้อน้ำชั้นใต้ดินมาให้ดื่ม
ทันทีที่เห็นเคาน์เตอร์จ่ายเงินก็ตกใจไปชั่วขณะ ก็เล่นทัวร์จีนลง ทุกช่องเต็มไปด้วยลูกค้าที่ของเต็มรถเข็น
ขุ่นพระ!! วิ่งเข้าไปหาตู้น้ำหยิบออกมา ก็มี Line เด้งเข้ามาว่าซื้อยาแก้ไอกับผ้าปิดปากด้วย

นี่ก็ตรงดิ่งไปร้านขายยาจัดการซื้อของเรียบร้อย ติดว่านานตรงจ่ายเงินค่าน้ำ 1 ขวด
ที่แม้แต่ช่องทางด่วนก็ไม่ได้เร็วขึ้นเลยซักนิด เลยวิ่งไปตรงจุดจ่ายเงินหน้าตู้แทน

ระหว่างที่รอไป กังวลไป ก็มีเสียง Line เข้ามาอีกฝ่ายที่รอตรงดิ่งไปเข้าห้องน้ำอีกครั้ง
จนในที่สุดเราก็ได้จ่ายเงินและรีบขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นมา พร้อมกับยื่นทุกสิ่งอย่างให้
.
.
.
สีหน้าที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยกับความเงียบที่เข้ามาแทนที่
ความรู้สึกที่เปล่งออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ แต่แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วงเต็มๆ
.
.
.
เท้าของเราทั้งคู่ ค่อยๆ ย่างกรายออกมาจากบานประตูห้าง
ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่เขาจะเป็นคนมาส่งเราขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน
.
.
.
เพียงแต่เราเดินข้างกันแบบเงียบๆ ไปส่งเขาที่สถานีใกล้บบ้าน
เพื่อเห็นว่า...เขาโอเค
เพื่อเห็นว่า...เขาไปไหว
เพื่อเห็นว่า...เขาปลอดภัยดี
ก่อนที่เราจะโบกมือร่ำลาแยกย้ายกันกลับบ้าน เขาก็ยังเดินมาส่งจนลับตา

จากเหตุการณวันนั้น มันทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาที่เราจับมือกัน
เดินขึ้นเขา ท่องเที่ยว ไปนู่นนี่ด้วยกันอย่างสดใสร่าเริง


และในทุกครั้งไม่ว่ามครจะเดินนำหรือเดินตาม เรายังอยู่ข้างๆ กันเสมอ
ในยามร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยแบบนี้ นอกจาก "กำลังใจ" แล้ว "เวลา" ที่ได้เจอหน้ากัน สำคัญมากจริงๆ

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
เป็น Moment ที่ต้องเก็บรักษาและจดจำไว้ ว่าเรามีเวลาอยู่ด้วยกันอันน้อยนิด
.
.
.
ขอบคุณทุกๆ อย่างที่ทำให้เราได้อยู่ข้างๆ กันแบบนี้

 
สุดท้ายนี้ รีบหายไวๆ เลยนะ จะได้มากินไอติมด้วยกันอีก <3

 

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น