วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Feeling : รอ...อย่างรู้สึกผิด

การที่โทรศัพท์แบตหมด ถือเป็น...เรื่องใหญ่
แต่ที่ทำให้เรื่องราวมันใหญ่มากกว่าเดิม คือการที่...จำเบอร์โทรศัพท์คนสำคัญผิดไป3ตัว

วันนี้มีโอกาสได้เข้าไปร่วมworkshopทำข้าวกล่องกับงาน Pantip Network ที่จัดขึ้นที่ CTW

ไม่นึกว่าการห่างกันไม่กี่นาทีนี้ จะทำให้เราห่างกันเป็นชม. เพียงเพราะโทรศัพท์ของฉันแบตหมด TT

เมื่อลงทะเบียนเสร็จ ก็พบว่าโทรศัพท์ที่พกติดตัวมาแบตหมด ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากพี่ๆในงาน เพื่อติดต่อกับคนสำคัญของฉัน

สิ่งแรกที่นึกออกคือต้องโทรศัพท์ไปบอก แต่แล้วสิ่งที่แย่ก็ตามมา คือกดเบอร์ไปแล้วติดใครไม่รู้ ลองกดดูมากมายหลายเบอร์แต่ก็ไม่ใช่ อะไรกันนะที่ทำให้เราลืมเลข3หลักที่อยู่ระหว่างเลขนำกับเลขท้าย

ให้ตายสิ!! ฉันเลยตัดสินใจส่งข้อความทางแชทเฟส เพื่อจะบอกให้เขารู้ว่าฉัน...อยู่ที่ไหน เพื่อที่จะได้มาหาเราถูก เพราะเราตั้งใจจะ"รอ"เขาอยู่ที่นี่

เมื่อworkshopเรียบร้อยแล้ว ฉันคอยถามพี่ที่ใจดีให้ยืมโทรศัพท์มาส่งแชท เพื่อที่จะรู้ว่าเขาส่งอะไรตอบกลับมาบ้างรึเปล่า

รอไปเป็นชม. ฉันก็ยังรออยู่ที่เดิม จนกระทั่ง...สายตามองไปเห็นเขา
(ในใจรู้อยู่เต็มอกว่าเขาต้องโกรธมากแน่ๆ แต่อีกนัยนึงคือเขาอ่านข้อความทางแชทเฟสที่ส่งไปบอกแล้ว)

ฉันดีใจมากๆ บอกตามตรง ดีใจแบบน้ำตาจะไหลเลยล่ะ ก็นั่งรออยู่ตั้งนาน...รอจนกว่าเขาจะมารับ

แต่ขณะที่หันมาเก็บของ เพื่อที่จะเดินตามเขาออกมาจากงานนั้น หันกลับมาอีกที...หายไปไหนแล้ว T________T

ทางเดินเลี้ยวขวาเป็นห้องน้ำ สงสัย...เขาคงจะเดินไปเข้าห้องน้ำแหละ

เราก็ไปยืน...รอ...อยู่หน้าห้องน้ำ ในใจรู้สึกอ้างว้างสุดๆเลยล่ะ แบบว่ากลัว ทำไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าถ้าเดินไปทางอื่นแล้ว เราจะได้เจอกันอีกรึเปล่า ได้คุยกันอีกมั๊ย คิดแล้วก็แทบจะยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น แต่เขาไม่ชอบเห็นน้ำตาเราหรอก เราต้องเข้มแข็งเข้าไว้...ยืนไปยืนมา...คนที่ออกมาแล้วมาเล่าก็ไม่ใช่เขาซะที ฉันก็เลยคิดว่าเขาคงเลี้ยวไปอีกทาง ก็เลยเดินไปหาดู รวมทั้งเดินวนรอบๆงาน แต่ก็ไม่เจอ

ฉันตัดสินใจมายืนรอตรงหน้าห้องน้ำอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบ...

เมื่อขาเริ่มอ่อนแรง ฉันจึงเดินกลับเข้าไปในงาน ดีใจที่เห็นพี่คนนั้นกลับมาจากทานข้าวแล้วพอดี เพื่อถามพี่คนที่ให้ยืมโทรศัพท์ว่า เขาติดต่อมามั๊ย ... คำตอบคือ"ไม่"

ฉันได้แต่นั่ง...รอ... สายตาก็เหลือบไปมองชั้นบนบ้างเป็นครั้งคราว เพราะคิดว่าเขาอาจจะยืนดูอยู่ข้างบนก็ได้ แค่เรามองไม่เห็น

...รอ...

จนกระทั่ง !! เขามาแล้ว วินาทีนั้นฉันรีบลุกออกจากงานทันที ไม่รอให้เหมือนที่เห็นครั้งแรกแล้วแน่นอน

ฉันแตะมือเข้า เรียกชื่อเขา แต่วินาทีนั้นทำให้รู้ว่า...ฉันทำผิดมากจริงๆ มากซะจนไม่น่ามีใครให้อภัยฉันได้ มือที่กุมอยู่ถูกสะบัดออก แต่แรงบีบมือที่รั้งไว้...ไม่ช่วยอะไรได้เลย

ในช่วงเวลานั้น ฉันรู้สึกอึดอัดมากๆเลยล่ะ อารมณ์โกรธหรืออะไรก็ช่าง แต่ฉันรับรู้ได้ว่าความพยายามของฉันมันสูญเปล่า เขาไม่ได้รับรู้ถึงความพยายามของฉันเลย

ทุกอย่างที่พูดไป ทุกจากที่ออกมาจากปาก มันเป็นแค่สายลมที่ไร้น้ำหนัก ฟังไม่ขึ้น

คำพูดเจ็บๆและทำร้ายกลับตอกย้ำ ...ความเข้มแข็งของฉันเริ่มหมดลง...

ฉันไม่สามารถเห็นภาพรรยากาศงานนั้น หรือ เพลงที่กำลังบรรเลงอยู่ตอนนั้นได้

น้ำตาของฉันมันไหลมาแทบจะหยุดไม่ได้ เพียงเพราะมันอัดแน่นอยู่เต็มอก

ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงพาฉันไปหาที่นั่ง แต่ที่รู้สึกดี คือเขายังโอบกอดและจูงมือฉันบ้าง ราวกับ...ลืมตัวว่าโกรธ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเขายังอยู่ข้างๆในเวลาที่ฉันรู้สึกแย่ ทั้งๆที่ฉัน...ทำให้เขารู้สึกแย่มากกว่า

เขาอยากเห็นความพยายามของฉัน ส่วนฉันอยากให้เขารู้ว่าฉันพยายามทำอะไรไปแล้วบ้าง

เพียงแค่รับฟังกันและกัน ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ทุกอย่างย่อมมีทางออก

เหตุการณ์นี้ฉันจะจำไปอีกนาน...เพราะมันเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในตอนนี้ที่ฉัน...รู้สึกผิด
(ไม่ใช่แค่พูด...แต่รู้สึกผิดจากข้างในจริงๆ)

วิธีหาทางออกของแต่ละคนมันก็แตกต่างกันออกไป...ใครจะไปใช้วิธีเดี๋ยวกันหมดได้...ไม่มีทาง
แค่อยากให้เข้าใจกันบ้าง ไม่ใช่แค่มองวิธีหาทางออกแค่ในมุมของตัวเอง


ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น