วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Vientiane Trip Part 2 : ปู๊นปู๊น สะบายดี...เวียงจันทน์ในสายลมหนาว

เดินทางมาถึง Part 2 กันแล้ว
วันนี้ต้องเดินทางไป เวียงจันทน์ ด้วยรถไฟปู๊นๆ ^3^


เดินทางวันที่ 3 จะเป็นยังไง ไปดูกันเล้ยยยย ^0^

8 ธ.ค. 56 อรุณสวัสดิ์ลมหนาว ณ หนองคาย  >___<

ตื่นแต่เช้าเพราะต้องไปขึ้นรถไฟข้ามไปลาวนะคับ วันนี้ ~
เอาล่ะ ล้างหน้าแปรงฟัน หาไรทานรองท้องสำหรับมื้อเช้ากันเล็กน้อย ก็ต้องเอามอไซต์ไปคืนก่อนนะงับ
มาถึงที่คืนรถตรงหลังโรงพยาบาลตอน 8โมง รอสักพักก็มีพี่มารับคืนรถ คืนหลักฐานบัตรประชาชนกันเรียบร้อย ก็นั่งสกายแลปไปสถานีรถไฟ หมดไปคนละ 40บาทจ้า

ถึงสถานีรถไฟหนองคาย หน้าชากันไปเป็นแถบๆบลมเย็นเกิ๊น >~<


มุ่งตรงไปซื้อตั๋วรถไฟกันก่อน กลัวตกรถไฟเที่ยวสำคัญ  555
จากหนองคายไปฝั่งลาว ต้อง ซื้อตั๋วรถไฟ จากสถานีหนองคาย ไป สถานีท่านาแล้ง
โดยจะมี 2 เวลาเดินรถ คือ 9.00น. กับ 14.45น.  ราคา 20บาท/คน
โดยเราซื้อรอบ 9.00 เดินทางออก 9.15น. รถไฟเป็นแบบดีเซล ไม่ต้องมีหัวรถจักรลาก สามารถขับได้เลย



หลังจากซื้อตั๋วกันเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องไปผ่านช่องข้ามแดนนะคับ


ตรงนี้เรามี passport  เพราะงั้นก็เลยสะดวกหน่อย ไม่ต้องทำใบอะไรวุ่นวาย
เพียงแค่เดินไปหาเจ้าหน้าที่เขาจะให้บัตรเข้า-ออกประเทศมาให้เรากรอกข้อมูล ก็กรอกกันให้เรียบร้อย



จากนั้นก็ยื่นคู่กับ passport ไปช่องข้ามแดน พร้อมกับเงินอีก 20 บาทที่ต้องจ่าย / คน


เสร็จเรียบร้อยก็โดดขึ้นรถไฟได้เลยฮ๊าบบบบ ถึงตั๋วจะมีเลขที่นั่ง แต่บนรถไฟไม่มีอ่ะ ><"
ก็เลยสรรหาที่นั่งที่เหมาะสมกันตามสะดวกจ้า 





รถไฟออกแล้ว ตื่นเต้นๆ ><”



ขับไปเรื่อยๆออกจากสถานีหนองคาย ค่อยๆข้ามสะพาน


อารมณ์แบบ อิ่มมมม อิ่มบรรยากาศอ่ะ ถึงจะถือกล้องถ่ายวิดิโอตอนข้ามสะพานก็เถอะ
เดินข้ามสะพานเมื่อวานยังไม่รู้สึกสดชื่น ขนาดนั่งบนรถไฟผ่านเลยอ่ะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ดีดี
ที่ได้สัมผัสบรรยากาศข้ามน้ำโขงบนรถไฟแบบนี้ สุดๆไปเล้ยยย >__<


ช่วงเวลาแค่ 15 นาที เราก็ข้ามมาถึงฝั่งลาวกันเรียบร้อย
หลังจากแบกเป้สะพายหลังเดินลงจากรถไฟเรียบร้อย
ก็ต้องไปช่องเข้าลาวกันนะฮะ ><”



เจ้าหน้าที่จะให้บัตรเข้า-ออกประเทศ มาให้กรอกเหมือนที่ฝั่งไทยเลย แต่เป็นภาษาลาวนะฮะ ><”
กรอกเสร็จเรียบร้อยก็ยื่นคู่กับ passport  พร้อมเงิน 2000กีบ หรือ 20 บาทก็ได้ ที่นี่รับเงินบาทเหมือนกัน ^^



มาถึงอุปสรรคต่อไป คือ รถเข้าเมืองเวียงจันทน์ ตรงสถานีจะมีแค่รถตู้กับสองแถวเข้าตัวเมือง
ต้องคุยดีดีและมีคนร่วมเดินทางด้วยหลายคน ราคาต่อหัวก็ลดลงไป
อย่างของเรา โชคดี มีพี่คนไทยกับลูกชายเขาอีกคน มาชวนให้นั่งสองแถวไปด้วยกัน
คุยแล้วตกคนละ 100 บาท ก็เลยโอเค เกาะห้อยตามไปด้วย เป็น 4 คนต่อคัน
ทางที่ออกจากสถานีเป็นถนนดินแดง ฝุ่นคลุ้งไปหมด แต่พอถึงถนนเทปูนก็ค่อยอากาศดี
สัมผัสลมเย็นๆและสภาพบ้านเรือนข้างทาง (คล้ายๆไทยเราเนี่ยแหละ)



เมื่อพี่ผู้ชายกับลูกชายเขาลงรถเรียบร้อยก็แยกย้าย เราให้ลุงคนขับไปส่งที่ “น้ำพุ” เพื่อเริ่มต้นการเดินทาง
พอมาถึงน้ำพุ ก็จัดแจงแลกเงินกีบไว้ใช้ซะหน่อย ครั้งแรก แลกมา300บาท ได้มา 73,000 กีบ เงินเต็มมือเล้ยย ><”

แลกที่นี่

เรทค่าเงินปัจจุบัน

แล้วก็เดินเลี้ยวไปตรงหัวมุม เพื่อที่จะไปร้านเช่ารถตามแผนที่ ^^
พอไปถึงหน้าร้านก็แบบว่า เจ้าของ...หาย รออยู่สักพักก็ออกมา พอดูราคาถึงกับเงิบบบบบ =[]=!!
เช่ารถคันละ 70,000/90,000 กีบ !!! เท่ากับว่าเมื่อกี้ที่แลกมา ก็หมดตัวสิคับ ><”
ก็เลยได้รถเกียร์ธรรมดา ของชอบถนัดมือของพ่อหมี มาขับในราคา 70,000 กีบ

เขียนใบเช่า จ่ายเงินเรียบร้อย ที่นี่เขาให้เอา passport ไว้เป็นประกัน ด้วยนะ


จากนั้นเราก็ไปแลกเงินกีบอีกคนละ 500 บาท ไว้ใช้จ่าย ก็ได้มาเป็นแสนกีบเลย  =..=  (ซึ่งเราเองก็ยังสับสนอยู่ แต่พ่อหมีคิดเงินคล่องเหลือเกิ๊น ><”)


ตอนนี้เรายังเข้าที่พักที่จองผ่านเว็บ Booking.com ไม่ได้ ต้องรอเวลา 14.ooน. ถึงจะเช็คอินเข้าได้
ระหว่างนี้ก็เลยแบกเป้ Backpacker ขับรถ ไปเที่ยวกันที่
“พิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว” หรือ “Laos National Museum
ขอบอกเลยว่าใกล้กับน้ำพุมาก ถ้าหาไม่เจอสังเกตป้าย The pizza Company ได้เลยจะอยู่ทางซ้ายมือ 
พิพิธภัณฑ์จะอยู่ฝั่งตรงข้ามพอดีเป๊ะ!! ค่อนข้างเงียบ ด้านในมีที่ไว้สำหรับจอดรถด้วย


ที่พิพิธภัณฑ์ ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านใน เพราะฉะนั้น เก็บกล้องได้เลย ><”




ที่ชอบมากของที่นี่คือมี ล็อคเกอร์ ให้เก็บของ ฟรีๆไม่เสียค่าใช้จ่าย


พวกสะพายเป้อย่างเราตาลุกวาว แบบว่าปริ่มอ่ะค่ะ
ถือเป็นอีกอย่างที่อยากให้มีมากเลยนะ สำหรับล็อคเกอร์เก็บของตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ
เพราะเราเป็นพวกสะพายเป้ไปเที่ยว มันย่อมหนักเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้นแล้ว เราก็เลยเก็บของไว้ในล็อคเกอร์จนถึงบ่าย 2  ><”

ด้านในของพิพิธภัณฑ์เป็นพวกวัตถุที่ค้นพบเป็นซากอาวุธ ข้าวของเครื่องใช้ ในสมัยก่อน
มี 2 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็เป็นพวกประวัติการเริ่มสร้างสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า การแพทย์ การเมือง การทหาร
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสงครามและบุคคลสำคัญในอดีต
ป้ายที่เขียนบอกเนื้อหาจะเป็นภาษาลาว กับ ภาษาอังกฤษ
เข้าใจเลยว่าต้องใช้เวลาอ่านนานมาก (เค้าไม่ถนัดประวัติศาสตร์อ่ะ ><”)

จากนั้นเราก็ข้ามมาหอศิลป์ฝั่งตรงข้าม แต่ว่า...ปิด เพราะที่นี่คล้ายๆกับศูนย์สิริกิตต์บ้านเรา ถ้าไม่มีงานก็ปิดประตูเงียบ


เหลือเวลากันถมเถ ท้องเริ่มหิว เลยขับรถไฟหาอะไรทานในซอยตรงข้ามกับหอศิลป์
มาจบลงที่ร้าน “เฝอ”  ขายแต่เฝอจริงๆ ทำเอาพ่อหมีไม่รู้จะเลี่ยงสั่งอย่างอื่นเลย ><”





ร้านนี้จะใช้เป็นเนื้อสดราดด้วยน้ำซุป ได้เนื้อสุกๆดิบๆ แต่น้ำร้อนจัดเนื้อสุกได้เต็มที่อยู่นะ


ลูกค้านั่งโต๊ะปุ๊บ ก็จะมีผักจานเบ้อเร้อมาวางพร้อมผักและน้ำจิ้ม  พร้อมน้ำชาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ


เราสั่งเฝอชามน้อย(เล็ก) มาสองชาม ทานกันคนละชาม ไม่เข้าใจว่าที่นี่เรียกชามเล็กกันได้อย่างไร??
ทำไมเกิดนึกสงสัยว่า ถ้าสั่งชามใหญ่มาเนี่ย จะทานกันหมดมั๊ย 555



หลังจากทานกันเสร็จเรียบร้อย ก็ยังไม่ถึงเวลาบ่ายโมงซะที เพราะที่หมายต่อไปของเรา เปิดให้เข้าชมได้เวลาบ่ายโมงตรง
เพราะงั้นพวกเราก็เลยขับรถไปแวะ เซเว่นเมืองลาวกันซธหน่อย ที่นี่จะเป็น M-Point (เอ็มพ้อยท์)

ถือว่าเป็นร้านสะดวกซื้อ อารมณ์เดียวกับร้านเซเว่นในบ้านเรา มีขายไอติม ขนมน้ำ ที่แปลกตาก็มีตู้ป๊อปคอร์นตั้งอยู่ตรงเคาเตอร์จ่ายเงินซะด้วย อิอิ แต่ไม่ยักกะมีไส้กรอกหมุนๆบนเตาขาย มีแต่แช่อยู่ในชั้นแช่เย็นในร้านเท่านั้น 555

พ่อหมีได้ป๋องนี้มา 555

ใกล้เวลาบ่ายโมง พวกเราก็ขับรถมุ่งไปยัง “วัดสีสะเกด”


ข้อสังเกตที่นี่อีกอย่างคือ...ถนนวันเวย์เยอะมาก แทบจะรอบเมือง ตรงไหนที่ถนน2เลน ก็มักจะขับรถชิดขวาแค่ทางเดียว
ทำให้เวลาที่ขับรถเลยสถานที่ก็ต้องวนกลับมาใหม่ (อย่างไกล)

ในเมื่อเราเป็นรถสองล้อ จะให้จอดตรงรถเก๋งก็เปลืองที่ทาง งงอยู่หน้าทางเข้า ก็มีคนกวักมือเรียกให้เข้าวัดไปจอดด้านใน
ใจดีสุดๆเลยที่บอก ขอบคุณงับ ^^


จอดรถเสร็จรอเวลาอีกซักพักประตูวัดด้านในก็เปิด เราต้องเดินไปซื้อตั๋วตรงประตูทางเข้าด้านหน้ากันก่อน
เสียค่าเข้าชม 20บาท / คน หรือ 5000กีบ / คน


ด้านนอกถ่ายรูปออกมาสวยเลยทีเดียว เวลาไม่มีคนนะ ><" 


ไปเข้าด้านในกันเถอะ หลังประตูด้านในจะมีโต๊ะขายของที่ระลึก รวมไปถึงโปสการ์ดพร้อมแสตมป์
ก่อนที่คนจะเยอะไปมากกว่านี้ เรารีบเข้าไปไหว้พระด้านในกันก่อน (ด้านในห้ามถ่ายรูป)

หลังจากที่ไหว้พระเสร็จเรียบร้อย ก็เดินชมรอบวัดอยู่ซักพัก ในวัดจะเป็นพื้นที่4เหลี่ยม มีองค์พระล้อมรอบตัวอาคาร

สถานปัตยกรรมที่นี่ สังเกตบริเวณกำแพงให้ดี จะมีลักษณะของการเจาะกำแพงให้เป็นช่อง แล้ววางพระพุทธรูปไว้ในแต่ละช่องทุกช่อง




หลังจากนั้นเราก็เดินข้ามฝั่งมายัง “หอพะแก้ว”



ที่นี่เสียค่าเข้าชม 20 บาท/คน หรือ 5000 กีบ/คน


ก่อนอื่นต้องบอกเลย ห้องน้ำที่นี่สะอาดมาก (ผู้หญิง) มีหัวฉีดชำระและทิชชู่ด้วย ปลื้มมมม >w<
ไปดูหอพะแก้วกันดีกว่า คนเยอะถ่ายรูปติดคนไปหมดเลย ><”



ชอบสถาปัตยกรรมของที่นี่นะ ดูมีเอกลักษณ์และงานละเอียดมาก แถมแป็นหน้าจั่วสูง อากาศถ่ายเทสะดวก
ด้านในของที่นี่ ห้ามถ่ายรูปเช่นกัน โดยด้านในมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชา และมีตู้โชว์พระพุทธรูปลักษณะต่างๆ จัดแสดง





ตอนที่ไปคนเริ่มเยอะ ทำให้เดินไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก ถือได้ว่าเบียดกันเลย กว่าจะหลุดออกมาตรงที่ถอดรองเท้า 555
เดินวนดูความสวยงามและศิลปะรอบหอพะแก้วกันซักรอบก่อนจะเดินทางไปเข้าที่พัก

เวลา 14.00 น. ได้เวลาเช็คอิน เราก็ไปเอาของกันที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว แล้วไป ที่พัก “สายลมเย็น”


ที่พักเป็นแบบ guest house อยู่ในระดับ 1 ดาวของเว็บ Booking.com
ห้องพักราคา 372บาทหรือ 95,000กีบ (ตามราคาจองผ่านเว็บ)



ภายในห้องประกอบด้วย เตียงเดี่ยว โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า พัดลม และห้องน้ำซึ่งไม่มีน้ำอุ่น แต่ส้วมเป็นชักโครกและมีหัวฉีดชำระ


เก็บของ พักผ่อนกันเล็กน้อย ก็เดินทางไปเติมน้ำมันรถซะหน่อย
ดีเซลของที่นี่เรียกว่า “แฮตซัง” เติมไป 10,000กีบหรือ 40บาทนั่นแหละ



แล้วเดินทางไปต่อกันที่ “ประตูไช” หรือ ประตูชัย

ขับรถวนรอบนึงแล้วรู้สึกว่า ยิ่งใหญ่และสวยกว่าที่เห็นในรูปเยอะเลยล่ะ ><”


จอดรถที่นี่เสียค่าบริการ 2000 กีบ / คัน


หลังจากจอดรถเรียบร้อย ก็เจอสวนประตูชัย ก่อนที่จะเดินไปขึ้นประตูชัย
ยังมีน้ำพุอยู่ด้านหน้า สวยอ่ะๆ ><”
ยิ่งมีฉากหลังเป็นประตูชัยยิ่งสวย



ได้เวลาเดินขึ้นด้านบนกันแล้วล่ะ เสียค่าเข้าชม 3000กีบ / คน


บันไดเดินขึ้นค่อนข้างแคบ เดินสวนกันอาจจะลำบากหน่อย
ขึ้นไปประมาณนึงจะมีมีชั้นขายของที่ระลึกมากมายในแต่ละชั้น

 


มาถึงยอดบนสุดกันแล้ว เป็นบันไดเล็กๆให้เดินขึ้น ด้านบนมีหน้าต่างลูกกรงเหล็กกั้น
ส่วนใหญ่แล้วคนที่มาถ่ายรูปมุมสูงบนประตูชัยนี้ จะถ่ายชั้นบนสุด แต่ไม่ใช่บนยอดประตูชัย เพราะติดลูกกรงทำให้มุมแคบ


ด้านบนอากาศดี วิวสวย ต้องมาก่อนเวลา 4 โมงเย็นเพราะตามสถานที่ท่องเที่ยว จะปิดทำการ อาจอดขึ้นได้นะจ๊ะ




หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปรอบๆประตูชัยกัน แล้วไปต่อกันที่ “พระธาตุหลวง”
พอมาถึงเดินไปตรงทางเข้า เห็นประตูเปิดแค่ครึ่งเดียวเลยสงสัยว่าอาจปิดแล้วก็ปิดจริงๆ พอดูเวลาก็เลย 4 โมงเย็นซะแล้ว เสียใจอยู่ซักพัก ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มนึง เดินเข้าไป เราก็เลยถือโอกาสแทรกตัวเข้าไปเยี่ยมชมด้านในให้ไม่เสียเที่ยวซักเล็กน้อย ><” 




สักการะเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปเก็บภาพความสวยงามของพระธาตุหลวงมุมกว้าง  >____<








เสร็จเรียบร้อยก็ออกมาเดินดูรอบๆด้านนอกบริเวณพระธาตุหลวง มีโบสถ์ศาลาฟังเทศน์ฟังธรรม อาคารสวยงาม 





รวมถึงอนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช




ให้ได้ชื่นชมความสวยงามมากมาย อีกทั้งยังมีของขายไม่ว่าจะเป็นไอติม ซาลาเปา รวมถึงแผงขายของที่ระลึก บริเวณลานกว้างรอบๆ



เที่ยวกันมาพักใหญ่ๆ ท้องเริ่มหวิวๆเลยต้องไปหาอะไรทานซะหน่อย
มีร้านแนะนำที่ว่ากันว่า ข้าวเปียกอร่อย ต้องไปทานให้ได้ ชื่อ “ร้านพิมพอน”


ตอนพ่อหมีขับรถมาก็นึกว่าเราบอกทางผิดซะแล้ว ก็เล่นหาร้านไม่เจอ ทั้งๆที่มันควรจะถึงแล้ว ก็เปิด Map กันให้ว่อน หาร้านอาหาร จนกระทั่งเจอร้าน...ก็เป็นร้านตึกแถวนี่นา เราเลยหาไม่เจอกันมัวแต่มองหาร้านอาหาร โล่งอกไปที นึกว่าบอกทางผิดซะแล้ว อยากจะตะโกนให้โลกรู้ว่า “ชั้นบอกทางถูกนะ 555

เข้าร้านได้ ก็ดันอ่านรายการไม่ออก ไม่รู้ว่าที่ร้านมีอะไรบ้าง ก็เลยถามๆดู คนที่ร้านน่ารักมาก ใจเย็น ค่อยๆบอกและอธิบายให้เรารู้ว่ามีเมนูอะไรขายบ้าง อธิบายประกอบของจริงด้วย 555



สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปกันทั้งคู่ เราสั่งข้าวเปียก20,000กีบชามน้อย ส่วนพ่อหมีสั่งหมี่25,000กีบชามน้อย

หลังจากที่พ่อหมีได้หมี่มาเสิร์ฟที่โต๊ะก็งงๆ ไหนว่าทุกอย่างเหมือนข้าวเปียกเปลี่ยนแค่เส้นเป็นบะหมี่
เท่าที่ดูและชิมเนี่ย มันบะหมี่น้ำเป็ดชัดๆ อดทานข้าวเปียกกันไป 555
ส่วนเรา ข้าวเปียกมาถึงก็เดินไปขอหอมเจียวเพิ่มเลย ก็ชอบทานอ่ะ มันอร่อย ><”
พี่ใจดีตักมาให้ตั้งเยอะ แถมมีอีกคนตักมาให้อีก  1 ช้อนเต็มๆ
ใจดีสุดๆ ปลื้มมมม >w<



บอกเลยว่าข้าวเปียกร้านนี้อร่อยมากๆ ทานจนเกลี้ยงเลยล่ะ ><”
ตอนจ่ายเงินเสร็จกลับออกมา มีป้ายบอกว่า หมดแล้ว !!
ดีนะมาทัน ไม่งั้นอดทานแน่ >__<


จากนั้นเราก็ไปวนดู “ธาตุดำ” ตรงบริเวณนี้เราใช้เวลาไม่นาน เพราะว่าเป็นวงเวียนที่มีรถขับผ่านไปมา


เลยได้แค่จอดรถ เก็บรูปมาเล็กน้อยก่อนจะไปต่อกันที่ “ถนนคนเดิน”



ถนนคนเดินที่นี่ มีแต่เสื้อผ้า ของใช้ งานศิลปะและของที่ระลึกมาขาย ไม่มีอาหารมาตั้งขายในบริเวณ แต่ริมถนนจะมีรถเข็นมาตั้งขายพวกเครป ยำมะม่วง เป็นต้น

ได้ของติดไม้ติดมือทั้งของตัวเองและของที่ระลึก กลับกันไปคนละนิดละหน่อย ก็เอาของไปไว้ที่พัก
ก่อนจะออกมาเที่ยวยามราตรีในเมืองเวียงจันทน์
ที่หมายต่อไปของเรา คือ “ประตูชัยยามค่ำคืน”


เพราะแสงสปอตไลท์จะถูกฉายตอนกลางคืน อยากได้มุมมองทั้งกลางวันกลางคืน เลยไปเก็บรูปตอนฟ้ามืดมาเล็กน้อย
ก่อนจะไปต่อกันที่ “อนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุ้ม"


ในเวลากลางคืน แสงสปอตไลท์จะฉายส่องดูยิ่งใหญ่อลังการมาก



ได้เวลาหาที่นั่งฟังเพลงชิวๆ ทานอาหารเคล้าเสียงดนตรีกันแล้ว
ทำเลดีของเราอยู่ตรงบริเวณ น้ำพุ ขอบอกเลยว่าตอนกลางวัน ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ทั้งเงียบและร้าง แต่พอฟ้ามืด แสงสีเสียงเริ่มต้น น้ำพุตรงนี้ กลับสวยงามขึ้นและมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก 



เราเลยมาลงเอยที่ร้าน “Mix Restaurant” อยู่ตรงด้านหน้าน้ำพุเลย


พ่อหมีสั่งเบยลาวมาขวดใหญ่ (35,000กีบ) เราเลยสั่งเบยดำขวดเล็ก (40,000กีบ) มาทานเป็นเพื่อน



สั่วข้าวผัด (75,000กีบ) มาอีกจาน จะได้ไม่ท้องว่างกันเกินไป
ความเด็ดของที่นี่ที่ทำให้เราชอบ คือ ดนตรีสด
ทานข้าวไป ดื่มไป ฟังดนตรีเพราะๆชิวๆ มีฉากหลังเป็นความสวยงามของน้ำพุ มีเสน่ห์ยามค่ำคืนจริงๆ

จากนั้นเราก็ไปต่อกันอีกที่ ที่เป็นร้านแนะนำ คือ ร้าน “ขอบใจเด้อ”
เป็นร้านอาหารกึ่งผับ ถ้าฟังดนตรีสด จะได้เข้าไปนั่งด้านใน ซึ่งมีสองชั้น
เนื่องจากว่าเป็นร้านค่อนข้างใหญ่ ราคาก็สูงตามมา
จะไปนั่งที่ไหนก็โต๊ะติดเวทีตลอด ><”


ร้านนี้สั่งเยอะหน่อยแอบหิว ... ก็มี เบยลาวเล็ก เบยดำเล็ก หมูห่อเบคอน และขนมปังกระเทียม มาทาน
ดนตรีสดร้านนี้จะร้องเพลงไทยค่อนข้างเยอะ ไม่รู้ว่าเพราะแขกสั่งให้ร้องรึเปล่า แต่ก็มีเพลงกัมพูชาเพลงลาวปะปนอยู่บ้าง


บอกได้เลยว่านั่งชิวจนลืมเวลา ออกจากร้านก็ 5ทุ่มแล้ว

ถึงที่พักก็ 5 ทุ่มกว่าๆแล้ว เงียบเชียว
อาบน้ำตอนกลางคืนแบบไม่มีน้ำอุ่นที่นี่ หนาวเยือกแข็งมาก สั่นๆบรึ๋ยยยย ><
ซุกผ้าห่มเข้านอน แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้าค๊าบบบ Z..z.z
…………………………………………………………………………

9 ธ.ค. 56
อรุณสวัสดิ์ลมหนาว ณ เวียงจันทน์  ^__^
เช้านี้ลมหนาวพักเข้าหน้าต่าง พัดลมไม่ได้เปิดกันเลยนะฮะ น้ำก็เย็น บรึ๊ยยย >~<
แผนเช้านี้คือไปเดินตลาดเช้า ก็เลยขับรถไปตรงข้ามขนส่งเนื่องอยู่ตรงข้ามกัน
แต่พอไปกลับพบว่าเป็นตลาดที่คล้ายกับห่างสรรพสินค้า ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการก็เลยไปแผนต่อไป คือไปนั่งทานอาหารเช้ากันที่ร้าน “สแกนดิเนเวีย” ตรงน้ำพุ



ร้านดูอบอุ่น มีขนมปังขายมากมาย รวมถึงเค้ก




หิวๆเลยสั่งชุดแซนวิชมาทาน ราคา 40,000 กีบ
พอของมาเสิร์ฟ ที่ว่ากะจะรองท้องก่อนไปต่อร้านอื่น กลับต้องร้องโอ้โห เยอะ!! จะทานหมดมั๊ย 555
อร่อยดีนะ มีทั้งเนย ชีสก้อน แยม สำหรับขนมปัง แล้วเครื่องก็เป็น ซาลามี่ แฮม ชีสแผ่น แตงกวา กับผักกาดหอม มากันแน่จาน ขนมปังอีก 4 แบบ สำหรับ 2 คน ก็ว่าเยอะเกินไป ต้องซัก 3 คนกำพอดี




ทานเสร็จเรียบร้อยก็ไปต่อกันที่ร้านแนะนำ อย่างร้าน Joma

ร้านนี้คล้ายกับร้านกาแฟสตาร์บัค มีขายเบเกอรี่ เค้กขนมปัง ชากาแฟ รวมไปถึงของที่ระลึกของทางร้าน
คนที่ใช้บริการมักจะเป็นต่างชาติ เข้ามาสั่งกาแฟ พร้อมหอบคอมมานั่งทำงานหรือพูดคุยธุรกิจกันเป็นส่วนใหญ่



ในร้านมีสองชั้น ด้านบนเงียบสงบมาก แต่เราว่าข้างล่างบรรยากาศดีกว่า
หากใครที่สูบบุหรี่ก็มีที่นั่งด้านนอกให้นั่งรับประทานโดยไม่เดือดร้อนแขกคนอื่นๆด้วย



ร้านนี้เราสั่ง Nanaimo Bar  ( 14,000 กีบ) มาทาน แปลกตรงที่เอาอัลมอนด์มาผสมกับมะพร้าว เลยลองทานดู สรุปว่าเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ
นานๆทีพ่อหมีจะบอกว่าอร่อยด้วย อาจเป็นเพราะมะพร้าวก็ได้นะ ;P




จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วรถทัวร์กลับไทยที่ขนส่ง แต่ดันลืมไปว่าต้องใช้ passport โดยต้องคืนรถเราถึงจะซื้อตั๋วได้ ทำให้เกือบไม่มีรถกลับรอบ 11.30น.ซะแล้ว ><”

คืนรถได้ passport คืนเรียบร้อย ก็นั่งสองแถวไปขนส่ง ตรงนี้จำราคาไม่ได้อ่ะ TT

ที่ขนส่งมีของขายอยู่รอบๆบริเวณ ส่่วนมากเป็นขนมปัง ที่มักจะต้องหิ้วกลับไปฝาก
ขนมปังกระบอกหรือขนมปังฝรั่งเศสอันใหญ่มว๊ากกกก >[]<!!





พอลงรถเรียบร้อยก็รีบเดินไปซื้อตั๋วทันที โดนคนพูดหลอกด้วยว่าเต็มแล้ว เสียใจไปวูบนึงเลยทีเดียว

แต่พอถามดูก็ยังมีที่นั่งเหลืออยู่ โมโหคนพูดมากเลย -*-

ขากลับนี้เรานั่งรถทัวร์จากเวียงจันทน์ไปจ.อุดรธานี ประเทศไทย
ราคาคนละ 22,000กีบ หรือ 88บาทเท่านั้น พร้อมกับใช้passportในการซื้อตั๋วคู่กัน
เวลาออกรถจะมีทุกชม. เริ่มตั้งแต่ 8.00-11.30น. แล้วเว้นช่วงบ่าย ไปเริ่มที่เวลา 14.00-18.00น.
เราไปรอบ 11.30 น. เหลืออีกประมาณ ที่นั่ง นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว ฉิวเฉียดๆ ><”


ระหว่างรอขึ้นรถก็เดินไปฝั่งตรงข้ามที่เป็นตลาดในตึก เพื่อที่จะแลกเงินกีบให้กลับมาเป็นเงินบาท
รู้สึกว่าตอนแลกกลับ ทำให้ได้เงินน้อยจัง ><”

11.30 น. ได้เวลาขึ้นรถทัวร์ สามารถเอากระเป๋าไว้ใต้ท้องรถได้ โดยแสดงตั๋วแล้วเจ้าหน้าที่จะผูกกระดาษของรถแสดงเป็นเครื่องหมายว่าของใครไว้ให้ แล้วก็เดินตัวปลิวขึ้นรถได้เลยจ้า

ขึ้นไปก็งงๆกับที่นั่ง ไม่รู้ว่าไอ้ที่เขียนเบาะหลังมันคือต้องนั่งที่เบาะนั้นหรือว่านั่งหลังเบาะกันแน่
แต่ดันมีคนนั่งตรงที่นั่งเราก่อน ก็เลยเข้าใจว่านั่งหลังเบาะ (จุดนี้เสียใจที่นั่งผิด แถมพูดไม่ดีกับพ่อหมีไปเยอะเลย รู้สึกผิดสุดๆอ่ะ ขอโทษนะค๊าบ สำนึกผิดแล้วจริงๆ TT)
พอคนขึ้นเกือบเต็มก็มีการลุกปรับเปลี่ยนที่นั่ง เพื่อให้ถูกที่ถูกทาง ก่อนที่จะเดินทางออก
บนรถนั่งสบาย ไม่แคบเท่าไหร่นัก ปอปอยหลับไปหลายตื่นเลยค๊าบ 555



ช่วงข้ามแดน เราจะต้องลงมาทำเรื่องออกนอกประเทศลาวด้วยนะจ๊ะ
ฝั่งนี้ไม่ต้องตรวจสัมภาระ แค่ลงไปติดต่อที่ช่องแล้ว ยื่น passport พร้อมกับบัตรขาออก
เสร็จเรียบร้อย เราจะได้รับ บัตร one way ticket มา 1 ใบ



หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน มองช่องที่เหมือนบัตรของเรา แล้วเสียบบัตรเข้าไปเหมือนใช้บัตรรถไฟฟ้าหยอดเหรียญ
(ซึ่งมันจะมีหลายช่อง ระวังสับสน / ถ้าเป็นบัตรเติมเงินก็ใช้แตะด้านบนได้เลย)
เรียบร้อยก็ข้ามแดน มาขึ้นรถทัวร์ที่จอดอยู่ได้เลย


 นั่งไปอีกซักพัก ก็ต้องลงไปทำเรื่องเข้าประเทศไทย ฝั่งนี้ต้องแบกสัมภาระลงด้วย 
แล้วไปที่ช่อง ยื่น passport กับบัตรขาเข้าที่เก็บไว้ตอนขาออกมาให้เรียบร้อย
แล้วเดินเอาสัมภาระไปตรวจหายาเสพติด ก่อนเข้าประเทศไทย  เสร็จเรียบร้อยก็ขึ้นรถไปอุดรธานี โล้ดดดด!!





ถึงอุดรก็บ่าย2แล้ว แวะหาไรทานเล็กน้อย ก่อนที่จะหารถไปจ.ขอนแก่นกันต่อ

หมดไปแล้วกับการเดินทาง part 2 รวมตอนนี้ก็เป็นเวลา 2คืน 4วัน
อีก 1 วันที่เหลือ จะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามอ่านกัน Part 3 นะจ๊ะ ^^






ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น